Sunday, June 8, 2014

แคลเซี่ยม (Calcium)

Calcium

Aแคลเซียม (Calcium) เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่นๆ แคลเซียมและฟอสฟอรัส จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดนอัตราส่วนของแคลเซียมเท่ากับ 2 : 1 ของฟอสฟอรัส และแคลเซียมและแมกนีเซียม จะทำงานร่วมกันเพื่อสุขภาพที่ดีหัวใจและเส้นเลือดBโดย 20% ของแคลเซียมในกระดูกของวัยผู้ใหญ่ จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ทุกปี นอกจากนี้ร่างกายจำเป็นต้องมี วิตามินดี ที่เพียงพอ แคลเซียมจึงจะดูดซึมได้ดี -โดยวิตามินรวมและแร่ธาตุในอาหารเสริมที่มีคุณภาพส่วนมากจะมีแคลเซียมอยู่ด้วยCแหล่งที่พบแคลเซียมตามธรรมชาติ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ชีส เต้าหู้ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแห้ง วอลนัท เมล็ดทานตะวัน ผักเคล บรอกโคลี กำหล่ำใบเขียว ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน เป็นต้นDผลเสียของการรับประทานแคลเซียมมากเกินขนาด หากรับประทานมากกว่า 2,500 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ มีอาการท้องผูก และเพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไตและการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ โดยศัตรูของแคลเซียม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมัน อาหารที่มีกรดออกซาลิก (เช่นช็อกโกแลต ผักขม ผักบีต) และกรดไฟติก ในปริมาณมากจะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกาย

คำแนะนำในการรับประทานแคลเซียม

  • ขนาดที่แนะนำให้รับประทานสำหรับผู้ใหญ่ต่อวันคือ 1,200 มิลลิกรัม สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรอยู่ที่ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัม และสำหรับผู้สูงอายุวันละ 1,500 มิลลิกรัม
  • แคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมมีจำหน่ายแบบเม็ดขนาดตั้งแต่ 250 – 500 มิลลิกรัม รูปแบบของแคลเซียมที่ดีที่สุดคือ ไฮดร็อกซีอะพาไทต์ , แคลเซียมซิเทรต , แคลเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต (ซึ่งแคลเซียมซิเทรตให้ปริมาณแคลเซียมมากที่สุด โดยมีวางจำหน่ายในรูปแบบเคี้ยวในรสชาติต่างๆ และแบบเม็ดที่ละลายได้ในน้ำ)
  • แคลเซียมกลูโคเนต (แบบมังสวิรัติ) หรือ แคลเซียมแล็กเทต (อนุพันธ์ของแล็กโทส) เป็นอาหารเสริมที่ไม่มีตะกั่วเจื่อปน และดูดซึมได้ง่าย โดยกลูโคเนตจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าแล็กเทต
  • อักษรย่อบนฉลากอาหารเสริม USP (U.S. Phamacopeia) มีไว้เพื่อบ่งบอกว่าอาหารเสริมชนิดนั้นได้ผ่านมาตฐานการตรวจสอบว่าสามารถละลายได้หมดภายใน 30 นาที
  • การรับประทานแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียม ควรมีแคลเซียม 2 ส่วนต่อแมกนีเซียม 1 ส่วน
  • หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะ อาจทำให้ประสิทธิภาพของแคลเซียมในอาหารเสริมลดลง
  • หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง การรับประทานแคลเซียมเสริมสามารถช่วยได้
  • ผู้ที่ปวดท้องประจำเดือน หากรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยบรรเทาอาการได้
  • การเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ ก็ได้รับแคลเซียมเช่นกัน
  • หากรับประทานแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ต่อวัน แล้วพบว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ควรจะหาน้ำแครนเบอร์รี่มาดื่มด้วย เพราะสามารถป้องกันไม่ให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการติดเชื้อเกาะที่ผนังเซลล์ของทางเดินปัสสาวะได้
  • วัยรุ่นที่มีอาการเจ็บกระดูกซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโต การรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยให้อาการดีขึ้น
  • การรับประทานแคลเซียมเสริมในปริมาณมากทุกวันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของไขมันที่รับประทานเข้าไปได้
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทำให้ร่างกายใช้แคลเซียมมากขึ้น ควรรับประทานแคลเซียมซิเทรตในปริมาณ 1,500 มิลลิกรัม
  • การดื่มน้ำอัดลมมาก ร่างกายจะสูญเสียแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
  • แคลเซียมจะทำงานร่วมกับวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ได้ดีที่สุด
  • แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดหากรับประทานหลังอาหารและก่อนนอน
  • หากจะรับประทานแคลเซียมตอนท้องว่าง หรือสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรรับประทานเป็น แคลเซียมซิเทรต และ แคลเซียมไฮดร็อกซีอะพาไทต์ จะดีที่สุด
  • การรับประทานแคลเซียมชนิดที่แตกตัวได้ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดโทษได้ เช่น ข้อตึง ผนังเส้นเลือดแดงแข็ง
  • ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเกิน 500 มิลลิกรัม ได้ในมื้อเดียว ดังนั้นควรแบ่งรับประทานออกเป็นมื้อๆ
  • ร่างกายจะต้องการแคลเซียมมากขึ้น หากคุณนอนอยู่บนเตียงตลอดมากกว่า 1 สัปดาห์
  • การรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริมกันก่อนเข้านอน จะช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของแคลเซียม

  1. แคลเซียมช่วยให้กระดูกและฟันมีสุขภาพแข็งแรง
  2. ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก
  3. ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
  4. ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
  5. มีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
  6. ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย
  7. ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
  8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
  9. ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกน่วม
  10. ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน
  11. ช่วยป้องกันอาการกระดูกหักง่ายในวัยสูงอายุ
  12. ช่วยเรื่องระบบประสาท โดยเฉพาะการส่งต่อสัญญาณประสาท โรคจากการขาดแคลเซียม
แหล่งอ้างอิง : หนังสือวิตามินไบเบิล (ดร.เอิร์ล มินเดลล์)

Sunday, May 11, 2014

ปอดบวม Pneumonia

โรคปอดบวมคืออะไร

โรคปอดบวมหมายถึงภาวะปอดซึ่งเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ซึ่งในสภาวะที่ผิดปกติอาจจะเกิดจาก เชื้อรา และ พยาธิ เมื่อเป็นปอดบวม จะมีหนอง และสารน้ำอย่างอื่นในถุงลม ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับ oxygen ทำให้ร่างกายขาด oxygen และอาจถึงแก่ชีวิตได้
สาเหตุของปอดบวม
มีสาเหตุมากมายแต่แบ่งสาเหตุได้ดังนี้
  • Bacteria
  • Viruses
  • Mycoplasma
  • เชื้อชนิดอื่น เช่น เชื้อรา 
  • สารเคมี
เชื้อที่เป็นสาเหตุมักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วยและสามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ จาม นอกจากนี้ยังเกิดจากการดมสารเคมี เช่น แอมโมเนีย ไนโตรเจน ไดออกไซด์ หรือการสำลักน้ำลายเศษอาหารและน้ำย่อย เหตุชักนำสำคัญที่ทำให้เกิดปอดบวม ปกติเชื้อโรคอยู่ในคอ เมื่อร่างกายมีภาวะที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะเกิดโรค ภาวะต่างๆดังกล่าวได้แก่
  1. ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อการอักเสบติดเชื้อลดลง เช่นอายุมาก ขาดอาหาร เบาหวาน ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  2. การอักเสบติดเชื้อไวรัสของระบบการหายใจ
  3. การอุดกั้น และการอักเสบเรื้อรังในหลอดลม
  4. การสำลัก น้ำลาย เศษอาหาร หรือสิ่งติดเชื้อในปอด

การติดต่อ

ติดต่อโดยการได้รับเชื้อจากการไอ หรือจามของผู้ป่วย บางรายอาจได้จากการกินน้ำแก้วเดียวกันหรือใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน หลังจากได้รับเชื้ออาจจะเกิดอาการใน 1-3 วัน

อาการของโรคปอดบวม

  • ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการน้ำมูกไหล จาม คัดจมูกนำมาก่อน 
  • บางรายอาจจะเริ่มด้วยไข้สูง หนาวสั่น 
  • หายใจหอบเหนื่อย 
  • อาจจะมีอาการเจ็บหน้าอกตำแหน่งที่เจ็บมักตรงกับบริเวณที่อักเสบ 
  • อาการไอ ในระยะแรกมีลักษณะไอแห้งๆ แต่ระยะต่อมาจะมีจำนวนเสมหะเพิ่มมากขึ้น เสมหะเหนียว

การวินิจฉัยโรคปอดบวม

หากมีประวัติไข้สูง หนาวสั่น ไอมีเสมหะสีเหลือง หรือสีเขียว หายใจหอบ และแพทย์สงสัยว่าจะเป็นปอดบวม แพทย์ตรวจร่างกายและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้
  • เจาะเลือดตรวจ CBC พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
  • ตรวจเสมหะโดยการย้อมสี และเพาะเชื้อ เพื่อหาสาเหตุของปอดบวม
  • นำเลือดไปเพาะเชื้อหาสาเหตุ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3-4 วันกว่าจะทราบผล
  • X-ray ปอด

การรักษาโรคปอดบวม

ในเด็กส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอาจจะไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ต้องกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำมากๆ วัดไข้วันละ 2 ครั้ง รับประทานยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งคัด ห้ามซื้อยาแก้ไอรับประทานเอง ให้คอยตรวจดูสีริมฝีปาก และเล็บว่ายังคงสีชมพูอยู่หรือไม่ หากมีสีคล้ำควรรีบพบแพทย์ หากเป็นเชื้อแบคทีเรีย หรืออาการเป็นมาก เช่น ไข้สูงมาก หอบมาก ไอมาก แพทย์จะให้นอนโรงพยาบาล และตรวจเลือดดังกล่าวข้างต้น และให้การรักษา คือ
  • ให้ oxygen
  • ให้ยาปฏิชีวนะ
  • ให้น้ำเกลือ

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

  1. น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion) เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดลามออกมาถึงเยื่อหุ้มปอด จำนวนน้ำมีได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขนาดมาก ถ้ามีไม่มากก็อาจหายเองได้ ในรายที่มีจำนวนมากจนทำให้เกิดอาการหอบจะต้องทำการรักษาโดยการเจาะดูดเอาน้ำออก
  2. หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด (empyema )ภาพถ่ายรังสีเหมือนกับน้ำในช่องหุ้มปอดแต่จะมีไข้สูงและหอบเหนื่อย
  3. ปอดแตกและมีลมในช่องปอด (pneumothorax )มักเกิดจากการติดเชื้อที่รุนแรง ผู้ป่วยจะแน่นหน้าอกและหายใจหอบเหนื่อย
  4. เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ( pericarditis ) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ( meningitis )ปัจจุบันพบน้อย
  5. หัวใจวาย มักพบในรายที่มีโรคหัวใจอยู่ก่อน

การป้องกันโรคปอดบวม


  • ใช้วัคซีนสามารถป้องกันปอดบวมได้บางเชื้อ เช่น H.influenza,  Pertussisไอกรน,ปอดบวม Pneumococcal
  • ให้หลีกเลี่ยงจากคนที่เป็นปอดบวม
  • หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นหอบหืดให้แยกถ้วย และชาม สมาชิกในครอบครัวให้ล้างมือบ่อยๆ อ่านวิธีการล้างมือที่นี่
ปอดบวมจากเชื้อชนิดต่างๆ
---------------------------------------------------------------------
credit : http://www.siamhealth.net/
---------------------------------------------------------------------

Thursday, November 21, 2013

วิธีลอดโคเลสเตอรอล

โคเลสเตอรอลส่วนน้อย (20%) มาจากอาหาร จึงควรเน้นการลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์มากกว่าการควบคุมอาหาร
จดหมายข่าว 'HEALTHbeat' มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ ตีพิมพ์เรื่อง 15 วิธีลดโคเลสเตอรอล(ไขมันในเลือด) ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

(1). กินเนื้อให้น้อยลง
ตัดชั้นไขมันออกจากเนื้อแดง (เนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น วัว หมู แพะ ฯลฯ) และตัดหนังออกจาก
เนื้อสัตว์ปีก เพื่อลดไขมันอิ่มตัวเนื้อแดงเองก็มีไขมันแฝงในตัวเนื้อ มองไม่เห็นเป็นไขมัน ทว่า... ถ้ากินเนื้อมากจะทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวสูงตามไปด้วย
กินปลาหรือเนื้อสัตว์ปีกไม่รวมหนังแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ลดเนื้อลงสักครึ่งหนึ่ง โดยการใช้
โปรตีนเกษตร (น้ำหนักแห้งมีโปรตีน 50% หลังแช่น้ำจะมีโปรตีนลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ยังสูงกว่าเนื้อ) แช่น้ำ 3 นาที บีบน้ำออก ปรุงไปพร้อมเนื้อ จะทำให้ประหยัดค่าอาหาร ได้เนื้อที่ดีกับสุขภาพ และรสชาดดีพอสมควร
(2). กินผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ
คนที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไปควรกินเฉพาะนมไขมันต่ำ (low-fat) หรือนมไม่มีไขมัน
(nonfat) แทนนมไขมันเต็มส่วน (whole milk) เนื่องจากนมมีไขมันอิ่มตัวสูงมากนมที่เรียกว่า "นมจืด" เป็นนมไขมันเต็มส่วน ไม่ใช่นมไขมันต่ำ
ถ้าดื่มกาแฟ-ชา, ควรชงเองโดยใช้นมไขมันต่ำ, และอาจใช้น้ำตาลเทียมช่วย
กาแฟและชาที่ขายทั่วไปมักจะเติมน้ำตาล, นมอันตราย (นมไขมันเต็มส่วน) หรือนมข้นหวาน, ครีม, และน้ำตาลมาก ทำให้มีแคลอรีสูง สุขภาพดีมักจะเริ่มต้นที่การหุงข้าวกล้อง ทำกับข้าวเองอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ และชงเครื่องดื่มเอง

(3). ระวังอาหารว่าง (snacks)
เลือกอาหารว่างไขมันต่ำ เช่น ปอปคอร์นทำเอง ผลไม้ทั้งผล น้ำผลไม้ปั่นรวมกาก
หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้กรองกาก ซึ่งมีน้ำตาลใกล้เคียงกับน้ำหวาน ทำให้ไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์สูงได้ แต่การกินเส้นใยจะช่วยชะลอการย่อย-การดูดซึมให้ช้าลง
เบเกอรีแบบแพงมักจะมีไขมันอิ่มตัว (จากเนยแท้) สูง, ส่วนเบเกอรีแบบถูกมักจะมี
ไขมันทรานส์ (จากเนยขาว เนยเทียม) สูง, อาหารเหล่านี้มีส่วนทำให้โคเลสเตอรอลสูงถ้าหาโอกาสเดินไปมา หรือเดินขึ้นลงบันไดสัก 2-10 นาทีได้ในช่วงพัก จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้มาก

(4). ลดไขมันอิ่มตัวในการปรุงอาหาร
ใช้น้ำมันพืชที่ไม่ใช่กะทิ น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารแทนเนย หรือเนย
เทียมปรุงอาหารด้วยการยำ ต้ม นึ่ง ปิ้ง ย่างแทนการผัดหรือทอด (การปิ้งย่างลดไขมันก็จริง ทว่า... อาจไปเพิ่มเสี่ยงสารก่อมะเร็งแทน)
กินผัก-น้ำพริก (ผักสด ต้ม หรือนึ่ง, ไม่ใช่ผักทอด) เป็นสูตรอาหารที่ดีกับสุขภาพมาก
การผัดปลอดภัยกว่าการทอดน้ำมันท่วม และอาจใช้กระทะเทฟลอน ใส่น้ำมันให้น้อยลงได้

(5). ลดน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว และกะทิ
เลือกน้ำมันพืชที่ดีได้แก่ รำข้าว, คาโนลา, ทานตะวัน, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, มะกอก
น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่ดีมาก แต่มีจุดเกิดควันต่ำ เหมาะกับการทำสลัด และผัดได้บ้าง ไม่เหมาะกับการทอด
น้ำมันถั่วเหลืองและถั่วลิสงมีจุดเกิดควันค่อนข้างต่ำ เหมาะกับการผัด แต่ถ้าจะทอดน้ำมัน
ท่วม ควรผสมกับน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เพื่อลดโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งน้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง และใช้ทอดน้ำมันท่วมได้คือ รำข้าว, คาโนลา, เมล็ดชา, ทานตะวัน
(6). ลดโคเลสเตอรอล
กินโคเลสเตอรอลให้ต่ำกว่าวันละ 200 มิลลิกรัมไว้ก่อนน่าจะดี เช่น ไข่ไม่เกิน 4 ฟอง/
สัปดาห์ ฯลฯ (ถ้ากินเกินกว่านี้ ควรลองเจาะเลือดตรวจโคเลสเตอรอลเป็นระยะๆ หรือปรึกษาหมอที่ดูแลท่าน) ไข่ขาวไม่มีโคเลสเตอรอล... ถ้าชอบไข่มาก ให้จำกัดเฉพาะไข่แดง ไม่ต้องจำกัดไข่ขาว เช่น ถ้าคิดจะกินไข่คราวละ 2 ฟองอาจนำไข่แดงออก 1 ฟอง ไข่ขาวไม่ต้องนำออก ฯลฯ
จำกัดเนื้อและสัตว์ปีก ไม่ให้เกิน 6 ออนซ์ (180 กรัม)/วัน ขนาดเนื้อ 3 ออนซ์ (90 กรัม)
= ไพ่หนาประมาณข้อปลายนิ้วก้อยผู้ใหญ่ผู้หญิง หลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ และอย่ากินสมองสัตว์ (โคเลสเตอรอลสูงมาก)

(7). เพิ่มเส้นใย (ไฟเบอร์) และกินธัญพืชไม่ขัดสี
เลือกข้าวกล้องแทนข้าวขาว, ขนมปังโฮลวีท (เติมรำ) แทนขนมปังขาวกินผักและผลไม้ที่
ไม่หวานจัดทั้งผล
เลือกน้ำผลไม้ปั่นรวมกาก-ไม่เติมน้ำตาล หรือน้ำผัก เช่น มะเขือเทศ ฯลฯ แทนน้ำผลไม้
กรองกากกินอาหารที่มีเส้นใยชนิดละลายน้ำ ซึ่งช่วยดูดซับน้ำ ทำให้อิ่มนาน ช่วยชะลอการย่อย-ดูดซึมอาหาร เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว ผลไม้ทั้งผล ฯลฯ
ผักผลไม้ที่มีเส้นใยชนิดนี้มากคือ ผักผลไม้ที่มีลักษณะเป็นเมือกลื่นหรือวุ้น เช่น กระเจี๊ยบ
มะเขือเทศ มะละกอ แอปเปิล ส้ม ส้มโอ ฯลฯ
การกินอาหารที่มีเส้นใยชนิดละลายน้ำสูงร่วมกับอาหารไขมันต่ำช่วยลดโคเลสเตอรอลได้
ดีกว่ากินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การกินข้าวกล้องอย่างน้อยวันละ 1 มื้อ และพกข้าวกล้องกับผักใส่กล่อง (อาจใช้วิธีซื้อ
กับข้าวนอกบ้าน) ช่วยลดโคเลสเตอรอลได้

(8). กินผักและผลไม้ทั้งผล
ผักและผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้กรองกาก) วันละ 5 สี (ดีที่สุด คือ ให้ครบสีรุ้ง 7 สี, ดี
รองลงไปคือ ให้ครบสีไฟจราจร 3 สี, และบวกสีขาวของพืชหัวใต้ดินได้แก่ หอม กระเทียม กล้วย) 5 ฝ่ามือ (ไม่รวมนิ้วมือ)

(9). กินนัท (nuts)
นัทหรือถั่วเปลือกแข็งที่ต้องกระเทาะเปลือก เช่น บราซิลนัท, อัลมอนด์ ฯลฯ ดีแต่แพง
อาหารบ้านเราที่มีสัดส่วนไขมันใกล้เคียงกับนัท คือ ถั่วลิสงต้ม, รองลงไปเป็นถั่วชนิดอื่นๆ ต้ม

(10). กินปลาที่ไม่ผ่านการทอด
ปลาที่ไม่ผ่านการทอด (ทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด แต่ปลาทะเลมีโอเมกา-3 สูงกว่า) มี
น้ำมันชนิดดีพิเศษ (โอเมกา-3) และน้ำมันชนิดดี (โอเมกา-6) ปลาที่ผ่านการทอดจะมีน้ำมันที่ใช้ทอดสูง เนื่องจากน้ำมันปลาซึมออกไปในกระทะ น้ำมันที่ใช้ทอดซึมเข้าไปในเนื้อปลา
ปลากระป๋องเป็นปลาที่ผ่านความร้อน และผนึกในที่อับอากาศ ทำให้เก็บไว้ได้นาน ไม่ใช่
ปลาดอง ปลากระป๋องส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการทอด ยกเว้นจะระบุไว้ข้างภาชนะ เช่น ปลาผัดพริก ฯลฯสมมติถ้าเราไปเที่ยวทะเล แล้วกินปลาสดๆ ทอด... จะได้น้ำมันปลาน้อยกว่ากินปลากระป๋อง
(11). ลดเกลือ
การกินเกลือมากเกินเพิ่มเสี่ยงความดันเลือดสูงแหล่งเกลือใหญ่ของฝรั่ง (ชาวตะวันตก)
มาจากอาหารสำเร็จรูป, แหล่งเกลือใหญ่ของคนไทยมาจากการปรุงอาหาร อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารนอกบ้านส่วนใหญ่มีเกลือสูงกว่าอาหารทำเอง
(12). หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์
คณะผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันอาหารและโภชนาการทางการแพทย์แนะนำว่า ไม่มีคำว่า
ปลอดภัยสำหรับไขมันทรานส์ (no safe level) อีกต่อไปไขมันทรานส์ โดยเฉพาะเบเกอรีส่วนใหญ่ (เบเกอรีแบบแพงอาจใช้เนย ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวแทน) เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) และลดโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
ไขมันที่ออกฤทธิ์ตรงกันข้ามกับไขมันทรานส์ คือ เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และ
ลดโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) คือ ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือโอเมกา-9 โอเมกา-9 มีมากในน้ำมันมะกอก รำข้าว คาโนลา เมล็ดชา และถั่วลิสง

(13). ไม่ดื่มหนัก
      คนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มไม่ควรดื่มหนัก เนื่องจากแอลกอฮอล์เพิ่มเสี่ยงความดันเลือดสูง ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาตได้
แอลกอฮอล์เพิ่มระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายร้าย คือ ทำให้โคเลสเตอรอล
ชนิดเลว (LDL) มีขนาดเล็กลง แทรกซึมเข้าผนังหลอดเลือดได้มากขึ้น และทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) มีขนาดเล็กลง ทำให้ HDL ถูกทำลายได้ง่าย
ไขมันไตรกลีเซอไรด์มีฤทธิ์โดยรวมคล้ายไขมันทรานส์ แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า
(14). อ่านฉลากอาหาร
ไม่ควรซื้ออาหารที่มีองค์ประกอบต่อไปนี้สูงได้แก่ ไขมันจากเนื้อ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมัน
ปาล์ม, ครีม, เนยเทียม, ไข่แดง (yolk solids), นมไขมันเต็มส่วน, น้ำมันหมู (lard), น้ำมันโกโก้ (cocoa butter), ชอคโกแล็ต, เนยขาวหรือครีมเทียม (hydrogenated or partially hydrogenated fat or oil)
ถ้ามีรายการดังกล่าวใน 3 รายการแรก ไม่ควรซื้อหรือกิน
(15). เปลี่ยนยุทธศาสตร์
ถ้าพยายาม 3 เดือนแล้วอะไรๆ (โคเลสเตอรอลรวม + LDL) ยังไม่ดีขึ้น หรือยังไม่ลดลง
ควรปรึกษาหมอใกล้บ้าน เพื่อพิจารณาใช้ยาอย่าลืมออกกำลังให้พอ เน้นอะไรที่ทำได้เป็นประจำ โดยเฉพาะการเดินและขึ้นลงบันได, นอนให้พอ, และหาทางลดความเครียด โดยเฉพาะการออกกำลังที่ได้เหงื่อ หรือเหงื่อซึมหน่อย

ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Triglycerides)

ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (Triglycerides)

ไตรกลีเซอไรด์ คือ อนุภาคไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นในตับ มีขนาดเบาบางและเล็กมาก จึงไม่น่าแปลกที่ใครบางคนบอกว่าอยู่เฉยๆ ร่างกายก็ผลิตไตรกลีเซอไรด์ แต่ไขมันชนิดนี้ยังเพิ่มพูนในร่างกายของเราได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปด้วย
อาหารประเภทไขมันโดยส่วนใหญ่จะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ 
หรือไขมันที่ซ่อนอยู่ในเนื้อ นม หรืออาหารอื่นๆ ที่เรานึกไม่ถึงว่าจะมีไขมันซ่อนอยู่ด้วย เมื่อเรากินอาหารประเภทนี้เข้าไป ร่างกายจะดูดซึมแล้วก็ขนส่งไตรกลีเซอไรด์ผ่านเลือดส่งไปยังเซลล์ต่างๆ ที่ต้องการพลังงานไตรกลีเซอไรด์ ที่มากเกินไปจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน(body fat) แล้ว 
พอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายจนร่างกายอ้วนขึ้น

โดยปกติร่างกายขจัดไตรกลีเซอไรด์ออกจากเลือดได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่สองสามชั่วโมงหลังจาก
การกินอาหาร ไขมันไตรกลีเซอไรด์ส่วนใหญ่ก็ถูกขจัดออกจากเลือดเข้าสู่เซลล์ได้แล้ว คนทั่วไป
จึงมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดไม่สูง คือประมาณ 50-150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แต่ถ้าตรวจเลือดหลังอดอาหารมาแล้ว 8-12 ชั่วโมง พบว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป แสดงว่าร่างกายมีปัญหาในการขจัดไตรกลีเซอไรด์
ค่าปกติของไตรกลีเซอไรด์ในเลือด  50 – 150 mg/dl
สาเหตุ 1.อาหาร  ร่างกายสร้างไตรกลีเซอไรด์จากพลังงานส่วนเกินที่รับประทานมากกว่าความจำเป็นที่ต้องการใช้ และออกกำลังกายน้อยเกินไป และยังสังเคราะห์ได้จากอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยง   1.1 อาหารหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม
   1.2 เหล้า เบียร์ ไวน์
   1.3 อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง โคเลสเตอรอลสูง
2.กรรมพันธุ์  เช่น ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ย่อยไตรกลีเซอไรด์ จึงขจัดไตรกลีเซอไรด์ได้ช้าผิดปกติ คนกลุ่มนี้มักมีค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากอาจสูงได้ถึง 800-1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
3.โรคหรือการใช้ยาบางชนิด  เช่น เบาหวาน  ไตวายเรื้อรัง ยาคุมกำเนิด ไขมันจากปลาทะเล (Fish oil)  สามารถลดไตรกลีเซอไรด์และเพิ่ม HDL ทำให้เกร็ดเลือดจับตัวนัอยลง
ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาที  อาทิตย์ละ 3 ครั้ง 
โดยไม่หักโหม


การควบคุมอาหารอาหารกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง  
  1.น้ำตาลทุกชนิด น้ำผึ้ง ขนมหวาน เช่น สังขยา ขนมชั้น ฝอยทอง ขนมเค็ก คุกกี้
  2.น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ เหล้า เบียร์ ไวน์
  3.ผลไม้รสหวานจัด เช่น องุ่น ลำไย ขนุน ทุเรียน อ้อย มะม่วงสุก ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ รวมทั้งผลไม้แช่อิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล และผลไม้กวน
อาหารที่รับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ
  1.ข้าว แป้ง เผือก มัน ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ขนมจีน ขนมปัง บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว
  2.อาหารไขมันอิ่มตัวสูง โคเลสเตอรอลสูง เช่น  ขาหมู ข้าวมันไก่ หมู่ 3 ชั้น ของทอดน้ำมันมากๆ กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนย
  3.ผักที่มีหัว หรือมีแป้งมาก เช่น หัวหอม หัวผักกาด ถั่วงอกหัวโต หัวปลี ฝักทอง แครอท
  4.ผลไม้บางอย่าง เช่น เงาะ สับประรด มะละกอ กล้วย
อาหารที่ควรรับประทาน 
  1.ผักทุกชนิด (ยกเว้นผักที่มีแป้งมาก)
  2.อาหารโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ปลา ไก่-เป็ด (ลอกหนัง) หมู-เนื้อ (ไม่ติดมัน)
  3.อาหารโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้
  4.ผลไม้ที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่
กินปลาทะเลที่มีไขมันโอเมกา 3 สูง ปรุงด้วยวิธีการนึ่ง 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ จะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดได้ค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้ต้องลดการกินไขมันโดยรวม 
(โดยเฉพาะไขมันสัตว์)

----------------------------------------------------------------------------------------
credit : http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/1/17/230/th
---------------------------------------------------------------------------------------- 

Thursday, July 11, 2013

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ (อาหารและสุขภาพ)

         Amilee Christine Huges ค้นพบว่าการทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจมีสาเหตุบางอย่างซ่อนเร้นอยู่จนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม, อารมณ์เสีย และเหนื่อยอ่อน อย่างหาสาเหตุไม่ได้


         ต่อมไทรอยด์ของคุณมีขนาดเล็กนิดเดียว-มีน้ำหนักแค่ราว ๆ 30 กรัม แต่มันเป็นหนึ่งในต่อมไร้ท่อที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ต่อมนี้อยู่ที่บริเวณคอข้างใต้ลูกกระเดือก มีรูปร่างเหมือนผีเสื้อ ควบคุมเมตาโบลิซึ่มที่สำคัญหลายอย่าง รวมไปถึงความเร็วในการเผาผลาญพลังงาน, อัตราการเต้นของหัวใจ, และการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ
         ประมาณกันว่าชาวออสเตรเลียสองล้านคนอาจเป็นโรคเกี่ยวกับไทรอยด์ แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นยังไม่ได้รับการวินิจฉัย แต่อาการของต่อมไทรอยด์มักจะทำให้สับสนกับอาการของโรคอื่น ๆ นอกจากนี้บางทีการทดสอบก็ให้ผลที่ไม่แน่นอน จนเมื่อเร็ว ๆ นี้เองที่อาการต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติในระดับ "ต่ำกว่าปกติเพียงเล็กน้อยจนไร้อาการ" (Subclinical) ก็เพิ่งจะมาถือกันว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะแม้จะเป็นสภาพผิดปกติเพียงเล็กน้อยจนไม่แสดงอาการออกมาก็อาจมีความเกี่ยวพันกับความผิดปกติอื่น ๆ เช่นโรคหัวใจได้เช่นกัน


ช้าลง-เร็วขึ้น
        อาการผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่พบได้บ่อยกว่าก็คือ "ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ (hypothyroidism)" คือการขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์อันเนื่องมาจากการทำงานของไทรอยด์ต่ำ หรือไม่มีต่อมไทรอยด์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากไทรอยด์อักเสบแบบ Hashimoto’s thyroiditis ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune disorder) ชนิดหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกจะไปทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ แล้วจากนั้นก็จะทำงานต่ำลงกว่าปกติเพราะต่อมถูกทำลาย เป็นผลให้ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ถูกผลิตขึ้นมาไม่เพียงพอ


         โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ Hashimoto นี้พบได้มากที่สุดในสตรีวัยกลางคน มีแนวโน้มที่จะเป็นติดต่อทางสายเลือด แล้วก็พบได้มากในผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ/หรือ โรค coeliac disease (โรคแพ้ภูมิตัวเองและไปมีผลต่อลำไส้เล็ก) โรคไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกตินี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากไทรอยด์อักเสบหลังการมีบุตร ซึ่งมารดาที่เพิ่งมีบุตรคนแรกอาจมีอาการนี้โดยในตอนแรกต่อมไทรอยด์เกิดการอักเสบก่อนแล้วทำงานมากกว่าปกติ ตามด้วยการทำงานต่ำกว่าปกติ
 

       ในทางตรงกันข้าม ไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ (hyperthyroidism) เกิดจากความผิดปกติที่ทำให้เนื้อเยื่อไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ขึ้นมามาก โรคนี้มีคนเป็นน้อยกว่าไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ แต่ก็สร้างปัญหาได้พอ ๆ กัน เป็นสาเหตุทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง (congestive heart failure) ,โรคกระดูกพรุน, และเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเต็มขั้น และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคคอพอกตาโปน (Graves’disease) หากคิดว่าตัวคุณมีปัญหากับต่อมไทรอยด์ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด ในขณะที่อาการไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติอาจต้องการการรักษาด้วยฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แต่ธรรมชาติบำบัดก็ช่วยจัดการดูแลให้ได้ และเป็นไปได้จะลดการใช้ยาลงวิธีการธรรมชาติยังใช้กับโรคไทรอยด์ทำงานสูงกว่าปกติได้ด้วย โดย


1. รับประทานธัญพืช
        ทดแทนผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวด้วย ธัญพืชขัดสีน้อยที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrates) เช่น quinoa, ข้าวกล้อง, บาร์ลีย์, ข้าวโอ๊ต, บั๊ควีท, ข้าวสาลี bulghur, ข้าวสาลีกับแป้งสเปลท์ (หมายเหตุ: โรคไทรอยด์ทำงานต่ำผิดปกติบางครั้งเกิดจากการแพ้กลูเต็น และกลูเต็นพบได้ในข้าวสาลี, บาร์ลีย์, และข้าวไรย์-ถ้าสงสัยว่าตัวคุณจะแพ้หรือไม่ก็ให้ไปตรวจเสีย) ให้ทดแทนน้ำตาลขาวด้วยสารให้ความหวานจากธรรมชาติ เช่น เมเปิ้ลไซรัป, น้ำผึ้ง, และ มอลลาส


2. เลิกไขมันที่เลว
        หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ให้รับประทานอาหารที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลม่อน, ปลาแมคตเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, วอลนัท, เมล็ดแฟล็กซ์ และน้ำมันที่ดี (มะพร้าว, น้ำมันมะกอกชนิดเอ็กตร้าเวอร์จิน, เมล็ดองุ่น, อะโวคาโด้) เพื่อปรับสภาพอารมณ์ และเมตาโบลิซึ่ม และปกป้องหัวใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนได้รับผลกระทบจากการทำงานที่ปกติของต่อมไทรอยด์; คาดว่าสาร gamma-oryzanol ซึ่งพบในน้ำมันรำข้าว เป็นสารที่ช่วยเร่งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์


3. หลีกเลี่ยงการยับยั้งการดูดซึมไอโอดีน (Goitrogens)
        พวกนี้เป็นสารที่พบได้ในอาหารที่รบกวนการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์โดยทำให้ปริมาณไอโอดีนในร่างกายลดลง อาหารเหล่านี้ได้แก่ผักตระกูลกะหล่ำ (เช่น บร็อคโคลี่, ผักกาด, ผักกาดใบหยิก (kale), กะหล่ำดาว (brussel sprouts), สตรอเบอรี่, ถั่วลิสง, พืช, ข้าวฟ่าง, แรดิช, และผักพวยเล้ง เนื่องจากความร้อนสามารถทำลาย goitorgens ได้ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเหล่านี้แบบดิบๆ; ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์ทำงานมากเกินไปก็ควรรับประทานอาหารเหล่านี้แบบดิบๆ รูปแบบบางอย่างของถั่วเหลืองก็คาดว่ามีคุณสมบัติ goitrogenic เช่นกัน เช่น ถั่วเหลืองหมักอย่างเช่น เทมเป้ ดูจะมีคุณสมบัติอย่างนี้มากกว่าถั่วที่นำมาต้มให้สุก


4. เพิ่มความช่วยเหลือจากสมุนไพร
        การควบคุมการทำงานของต่อมอะดรีนัล อาจเป็นประโยชน์ต่อต่อมไทรอยด์รับประทานสมุนไพร ashwagandha (วันละ 50 ม.ก.), ชะเอมเทศหรือ licorice (วันละ 400 ม.ก.), rhodiola (วันละ 200 ม.ก.), และโสมไซบีเรีย หรือ Siberian ginseng (วันละ 450 ม.ก.)


5. อาหารเสริม
        แร่ธาตุซีเลเนียม และสังกะสี ช่วยสุขภาพการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้รับประทานซีเลเนียม วันละ 50-100 ไมโครกรัม และสังกะสีวันละ 10-15 มิลลิกรัม ไวตามินเอ, ซี, และอี ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์-ให้รับประทานไวตามิน เอ วันละ 2,000-4,000 หน่วยสากล (IU), ไวตามิน ซี วันละ 750-1,000 ม.ก., และไวตามิน อี วัน 200 หน่วยสากล ส่วนกลุ่มของไวตามิน บีโดยเฉพาะไวตามิน บี 1, บี 6, บี 12, และฟอลิค แอซิด 
         ทั้งหมดนี้ช่วยป้องกันในเรื่องอารมณ์ และปัญหาในความคิดความอ่าน ซึ่งมักจะเกิดตามมาจากโรคไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ ไวตามิน ดี 3 ก็มีความจำเป็นเช่นกัน เนื่องจากคนจำนวนมากที่ป่วยด้วยไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ มักจะมีการขาดไวตามิน ดี น้ำมันปลาก็เป็นแห่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยป้องกันหัวใจและสมอง ผักที่ได้จากทะเลเช่นสาหร่ายทะเล และสไปรูไลน่าก็เป็นแหล่งไอโอดีนที่ดี ซึ่งการขาดธาตุนี้นำไปสู่การทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หากคุณไม่ชอบพืชจากทะเลก็สามารถรับประทานอาหารเสริมไอโอดีนชนิดเม็ด โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 150-250 ไมโครกรัม ปริมาณนี้ถือว่าช่วยสุขภาพของต่อมไทรอยด์ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากได้รับไอโอดีนมากเกินไป ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาของไทรอยด์แย่ลงไปอีก ดังนั้นให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อหาปริมาณที่เจาะจงสำหรับท่าน

สัญญาณของไทรอยด์ผิดปกติ


ไทรอยด์ทำงานต่ำผิดปกติ (Hypothyroidism)
•    อารมณ์-หดหู่, สมาธิไม่ดี, เหนื่อยอ่อน
•    เส้นผมและผิวหนัง-ผมร่วง (โดยเฉพาะหางคิ้ว), ผิวแห้ง
•    หัวใจ-โคเลสเตอรอลสูง
•    ร่างกาย-น้ำหนักเพิ่ม, กล้ามเนื้ออ่อนแอ, เจ็บตามข้อ, บวมน้ำ (โดยเฉพาะที่มือและเท้า), เสียงแหบ, มีความรู้สึกไวต่อความเย็น
•    ระบบย่อยอาหาร-ท้องผูก
•    ระบบสืบพันธุ์-ความรู้สึกทางเพศต่ำ, รอบเดือนมามากผิดปกติ


ต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ (Hyperthyroidism)
•    อารมณ์-กังวล, ฉุนเฉียว, นอนไม่หลับ
•    เส้นผมและผิวหนัง-เหงื่อออกมากขึ้น
•    หัวใจ-เต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะ
•    ร่างกาย-น้ำหนักตัวลด, ตาโปน, ระคายเคืองนัยน์ตา, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มือ และนิ้วสั่น
• ระบบย่อยอาหาร-ท้องเสีย, รู้สึกหิวบ่อยขึ้น
• ระบบสืบพันธุ์-มักจะมีรอบเดือนมาน้อย


ล้างพิษและผ่อนคลาย
          กระฉับกระเฉง 
          การออกกำลังช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น, สุขภาพของหัวใจและเมตาโบลิซึ่ม แข็งแรง, ลดความเครียด, และเผาผลาญฮอร์โมนอะดรีนัลส่วนเกินออกไป ท่าบริหารโยคะบางอย่างเช่นยืนบนไหล่และ Camel pose ช่วยกระตุ้นต่อมไทรอยด์


          ล้างสารพิษ 
          สารเคมีและสารพิษจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารเป็นผลร้ายต่อมไทรอยด์ได้ อาจให้ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดช่วยดูแลการล้างพิษและทำความสะอาดระบบตับให้คุณเป็นเวลาสองสัปดาห์ทำให้เหงื่อออก ทำซาวน่าเป็นประจำเพื่อให้เหงื่อนำเอาโลหะหนักออกไป หรือในการอาบน้ำล้างพิษที่บ้าน ให้ใช้ Epsom salt (เกลือแมกนีเซียมซัลเฟต หรือดีเกลือฝรั่ง) 1-2 ถ้วย, โซดาไบคาร์บอเนท (ผงฟู) 250 กรัม และน้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ 5-10 หยดผสมลงไปในน้ำร้อนที่ใช้อาบ แล้วแช่ในน้ำนี้ 15-20 นาที


          ใช้เครื่องกรองน้ำ           โลหะหนัก, คลอรีน, และฟลูออไรด์ที่พบในน้ำที่ไม่ผ่านการกรองอาจรบกวนการดูดซึมไอโอดีนได้


          ทำอารมณ์ให้เย็น 
          ทั้งการทำสมาธิ, บริหารการหายใจ, และการบำบัดด้วยกลิ่นหอม เหล่านี้ช่วยลดความเครียดของอะดรีนัล รักษาตัวเองด้วยการนวดอย่างสม่ำเสมอและนอนหลับคืนละแปดชั่วโมง ออกเดินเล่นเป็นระยะทางไกล ๆ ท่ามกลางธรรมชาติ, อ่านหนังสือที่มีประโยชน์, และให้เวลากับตัวเองทุก ๆ วัน


-------------------------------------------------
Credit : http://health.kapook.com/view26655.html
-------------------------------------------------